ความเสี่ยงในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในรถพยาบาลฉุกเฉิน
บุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉิน มีคุณค่ายิ่งต่อการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือดูแลรักษา ผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุและนำส่งไปรับการรักษา ณ โรงพยาบาลที่ได้มารตรฐานที่อยู่ใกล้ที่สุด โดยตั้งความหวังว่าผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินทุกราย ที่ได้รับการดูแลช่วยเหลือมีความปลอดภัยและลดความพิการลง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 120,000 คน กระจายอยู่ทุกๆ พื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งที่สังกัดหน่วยงานของรัฐ และเอกชนโดยมีจำนวนรถปฏิบัติการฉุกเฉินหรือรถพยาบาลฉุกเฉินในระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระดับ FR, BLS, ILS, และ ALS มีจำนวนประมาณ 15,000 คัน

ในอดีตที่ผ่านมาพบว่ามีรถพยาบาล และรถปฏิบัติการฉุกเฉินประสบอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉินต้องบาดเจ็บ เสียชีวิต และพิการอยู่อย่างต่อเนื่องทุกปี และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากการสอบสวนการเกิด อุบัติเหตุ พบสาเหตุของความรุนแรงของการบาดเจ็บ พบว่าส่วนใหญ่เกิดจากการไม่มีอุปกรณ์ป้องกันให้เกิด ความปลอดภัยในรถปฏิบัติการฉุกเฉิน นอกจากนั้นสภาพของรถรถปฏิบัติฉุกเฉินทั้งในส่วนห้องคนขับ ห้อง โดยสาร อุปกรณ์ที่เสริมความปลอดภัยภายนอกรถ รวมทั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นที่ควรมีประจำรถก็ยังต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้บุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉินและผู้ป่วยที่ถูกช่วยเหลือมีความปลอดภัยทั้งขณะปฏิบัติงานขณะเดินทาง จนนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินถึงจุดหมายปลายทางโดยปลอดภัย

สาเหตุของอันตรายในการทำงานโดยทั่วไป

  1. สาเหตุเกิดจากบุคคล หรือตัวเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ เช่นการแต่งกายไม่เหมาะสม ไม่สวม ชุดป้องกัน มีทัศนคติไม่ดีต่อความปลอดภัย อุปนิสัยไม่ดี ขาดประสบการณ์ สภาพร่างกายไม่พร้อมที่จะทำงาน (88%)
  2. สาเหตุเกิดจากเครื่องมือ และอุปกรณ์ เช่นเครื่อมือชำรุด การใช้เครื่อมือผิดประเภท การใช้เครื่องมือที่ไม่มีระบบป้องกันอันตราย (10%)
  3. สาเหตุเกิดจากโครงสร้างทางกายภาพ และสภาพแวดล้อม เช่นอุณหภูมิสูงหรือต่ำไป แสงสว่างไม่เพียงพอ ระบายอากาศที่ไม่ดี เสียงดังรบกวน กลิ่นเหม็นรบกวน ทางลื่น ความไม่เป็นระเบียบ ของห้องหรือสถานที่ทำงาน เป็นต้น (2%)
  4. สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงมากที่สุด คือการขับรถเร็ว รองลงมาคือการขับรถระยะกระชั้นชิด อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในการจราจรทางบกนั้น มักเกิดขึ้นจากสาเหตุที่สำคัญ 3 ประการคือ บุคคล สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย

ในสมัยนี้รถทั่วไปบนท้องถนนมักเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ออโต้ เพราะให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ โดยเฉพาะสภาพจราจรแบบในกรุงเทพ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อน และเบรคอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในการขับขี่นั้นผู้ขับขี่ควรจดจำตำแหน่ง และใช้เกียร์แต่ละเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งเกียร์แต่ละตำแหน่ง มีดังนี้

1.P หมายถึง PARKING เป็นตำแหน่งที่ใช้สำหรับจอดรถ และไม่ต้องการให้รถเคลื่อน โดยล้อรถจะถูกล็อคไว้ ไม่สามารถเข็นได้
2. R หมายถึง REVERSE เป็นเกียร์สำหรับการถอยหลัง เมื่อต้องการเข้าเกียร์ R จะต้องเหยียบเบรค ให้รถหยุดสนิท จากนั้นจับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อคแล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง R แล้วจึงปล่อยเบรค กดคันเร่ง ให้รถเคลื่อนตัวถอยหลัง
3.N หมายถึง NEUTRAL เป็นตำแหน่งเกียร์ว่างใช้เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์หรือต้องการจอดรถทิ้งไว้โดยที่ยังสามารถเข็นได้ หรือเมื่อจอดรถ อยู่กับที่ ในขณะเครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ 4.D4 หมายถึง เกียร์ออโต้ 4 สปีด ใช้ในการขับรถเดินหน้าในสภาพการขับขี่ทั่วไป ยิ่งผู้ขับเหยียบคันเร่งมาก เกียร์ก็จะเปลี่ยนที่ความสูงขึ้น ตามไปด้วย
5.D3 หมายถึง เกียร์ออโต้ 3 สปีด ใช้สำหรับขับรถขึ้นหรือลงเนิน เพื่อป้องกันมิให้เกียร์เปลี่ยนกลับไป กลับมาบ่อยๆ ระหว่างเกียร์ 3 และเกียร์ 4นอกจากนี้ยังใช้สำหรับกรณีที่ต้องการ ให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลัง เบรคมากขึ้น
6.D2 หมายถึง เกียร์ 2 ใช้สำหรับการขับรถลงเขาเพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลังเบรคมากขึ้น หรือการขับรถขึ้นเขา เพื่อเพิ่มกำลังขับเคลื่อน รวมทั้งการขับบนถนนลื่น
7.D1 หมายถึง เกียร์ 1 ใช้สำหรับการขับรถขึ้น-ลงเขาที่สูงชันมากๆ

ถึงแม้เกียร์อัตโนมัติจะมีคุณสมบัติต่างๆที่ดีขึ้น แต่แง่หนึ่งที่หลายคนไม่เคยปฏิเสธได้คือ มันมีความทนทานน้อยกว่าระบบเกียร์ธรรมดา ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากอายุการใช้งาน และหลายคนมักไม่ทราบว่าเกียร์อัตโนมัติควรจะทำการเหยียบเบรกก่อนเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ โดยเฉพาะ จากตำแหน่งหยุดนิ่งสู่ตำแหน่งขับเคลื่อนสิ่งที่สำคัญคือการทำอะไรตามขั้นตอนอย่าลัด เพราะ มันอาจจะสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คุณคิดเสียอีก

สำหรับรถยนต์ในปัจจุบันในระดับ 1 ล้านบาทขึ้นไปมักจะมี Navigator หรือ GPS เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาให้ ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ได้รับความสะดวกในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วยเส้นทางที่ถูกต้องประหยัดเวลาได้มากที่สุด และ Navigator หรือ GPS ก็กลายเป็นออฟชั่นที่ทำให้ผู้ใช้รถทั้งหลายอยากมีไว้ใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ และความไฮเทคใหม่ๆที่กำลังจะทยอยออกมาในตอนนี้อาจมาอยู่ในรถตลาดทั่วไปในระดับราคาที่ซื้อหากันได้ไม่ยาก อย่างเช่น

– รถยนต์สามารถเข้าจอดเองได้ ซึ่งรถรุ่นใหม่จะมีระบบช่วยจอดอัจฉริยะ ที่สามารถเข้าจอดเทียบฟุตบาทได้เองเพียงแค่กดปุ่มแล้วนั่งฟังเพลงรออยู่ในรถ อย่างเช่น รถ Lexus LS รุ่นใหม่

– ระบบเตือนการชนล่วงหน้า เป็นการคาดคะเนความเป็นไปได้ว่าจะมีการชนเกิดขึ้นแล้วจัดการเตรียมพร้อมเพื่อความปลอดภัยที่จะได้รับสูงสุด ระบบนี้มีหลายวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับผู้ผลิต เช่น บางระบบจะใช้เรดาร์ในการตรวจจับรถทางด้านหน้าและหลัง ถ้าพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกัน ก็จะเตือนคนขับให้ทราบด้วยสัญญาณเสียงหรือไฟ และถ้าคนขับไม่สามารถตอบสนองได้เร็วพอ ระบบก็จะจัดการช่วยแบบอัตโนมัติ

– ระบบช่วยมองในตอนกลางคืน ซึ่งระบบนี้จะทำให้คนขับเห็นวัตถุและคน ในที่ๆแสงสว่างหน้ารถส่องไปไม่ถึง โดยจะใช้เทคโนโลยีอินฟราเรดจับความร้อนเอา ไม่ว่าคน สัตว์ หรือ รถยนต์ที่จอดอยู่ข้างทางไกลๆ ระบบก็จะบอกได้หมด

– กระจกรถแบบปรับความเข้มของแสงได้ โดยถูกนำมาใช้ในรถยนต์ทั่วไปอย่างแพร่หลายในช่วงปีที่ผ่านมา

– ระบบนำทางภาพเหมือนจริง โดยการแสดงภาพของระบบนำทาง GPS ในปัจจุบัน จะเป็นภาพที่เหมือนกับที่เราเห็นในแผนที่ ซึ่งตอนนี้ผู้ผลิตระบบนำทางหลายค่ายได้ทำให้มีคุณสมบัติแบบ3D คือ มองเป็นภาพเสมือนจริงมากขึ้น

– ระบบเตือนคนขับที่ขาดสมาธิ เป็นการเตือนคนขับที่อาจกำลังง่วงอยู่หรือเพลินกับอย่างอื่นจนไม่ได้ดูทางข้างหน้า หรือเปลี่ยนเลนโดยไม่ให้สัญญาณ โดยระบบช่วยนี้จะมีกล้องติดอยู่ข้างหลังของกระจกมองหลังเพื่อคำนวณเส้นแบ่งเลนสีขาวข้างหน้ากับด้านไหล่ทาง

จะเห็นได้ว่า นวัตกรรมที่เกิดกับรถยนต์ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ ได้เพิ่มคุณค่าให้กับตัวรถได้อย่างมากมาย ที่ช่วยให้ผู้ขับมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

 

ปัจจุบันธุรกิจร้านค้าเคลื่อนที่ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วผู้ประกอบการหน้าใหม่เริ่มหันมาสนใจธุรกิจประเภทนี้มากขึ้น เนื่องจากมีข้อดีเพราะสามารถขับไปจอดขายที่ไหนก็ได้ ย้ายทำเลได้ตามต้องการ ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่หรือค่าเซ้งร้าน จึงเกิดเป็นกระแสเทรนด์รถอาชีพที่กำลังบูมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน สำหรับรถตงฟงรุ่นยอดนิยมที่เหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ขายต่างยกนิ้วให้ว่ายอดเยี่ยมเหมาะสำหรับดัดแปลงเป็นรถอาชีพได้แก่ รุ่น ตงฟง เซฟเว่อร์ ที่ไมเนอร์เช้นจ์มาจากรุ่นตงฟง มินิทรั๊ค พิเศษขึ้นกว่าเดิมด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์ พิเศษขึ้นกว่าเดิมด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์ โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าสไตล์สปอร์ต กระบะท้ายอเนกประสงค์เปิดท้ายได้ 3 ด้าน ไม่ติดซุ้มล้อ เพิ่มอิสระในการใช้งานได้มากขึ้น รับน้ำหนักได้มากกว่าเดิม โดยมีจุดเด่นที่ความประหยัด เซฟสุดๆ ด้วยพลังงานทางเลือก 2 ระบบ ได้แก่ ระบบเบนซิน แก๊สโซฮออล์ และก๊าซแอลพีจีระบบหัวฉีด ติดตั้งมาตรฐานพร้อมจากโรงงาน ยี่ห้อ Lovato ประเทศอิตาลี กับระบบเครื่องยนต์ใหม่ 1,100 ซีซี จากกระแสร้านค้าอาชีพจึงฮอตฮิตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้พ่อค้าแม่ค้าที่ทำธุรกิจร้านค้าเคลื่อนที่หรือรถอาชีพนั้นมีหลากหลายประเภทแต่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้คือ ธุรกิจประเภทอาหาร หรือ Food Truck ซึ่งมีหลากหลายและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่รถกาแฟ รถไอศครีมหรือรถชานมไข่มุกเท่านั้น

สำหรับผู้ที่แสวงหาอาชีพค้าขาย ต้องการออกไปสู่ความเป็นอิสระ และฉีกกฎมนุษย์เงินเดือน รถอาชีพ หรือ ตงฟง ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าจับตามองในยุคนี้ เพราะรถคันเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถแปลงร่างจากรถบรรทุกธรรมดาเป็นหน้าร้านค้าขายสินค้าได้หลายรูปแบบ และยังเคลื่อนที่ไปเปิดร้านที่ไหน แห่งใด ก็แล้วแต่เราจะเลือกทำเล ในปัจจุบันนี้นอกเหนือจากค่ายตงฟงที่ได้สร้างสรรค์รถอาชีพเหล่านี้ขึ้นมาแล้ว ก็มีค่ายรถอีกหลายแบรนด์ เริ่มเห็นทางนำเสนอผลิตภัณฑ์รูปแบบเดียวกันให้แก่ลูกค้าที่ต้องการประกอบอาชีพค้าขาย หรืออาชีพอิสระในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้น รถตงฟงถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการหารายได้เสริม หรือทำเป็นอาชีพหลักเลยก็ได้ ตามแต่จะเลือก เนื่องจากมีความสะดวกสบายต่อการใช้งานอีกด้วย

ในทุกวันนี้มีผู้ใช้รถใช้ถนนกันมากขึ้น ทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับรถได้รับความนิยม จึงทำให้ธุรกิจอู่ซ่อมรถมีอยู่ทั่วไปตามที่ต่างๆ ผู้ที่ทำธุรกิจอู่ซ่อมรถต้องมีความเข้าใจอย่างละเอียด เพราะการเปิดอู่ได่นั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นการที่เราจะเปิดอู่ได้นั้นควรศึกษาองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้
1.การจดทะเบียนผู้ประกอบการ
1.1 ประเภทบุคคลธรรมดา
– มีลักษณะเป็นกิจการที่มีเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา คนเดียวหรือหลายคน หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ ประเภทไม่จดทะเบียน
– ผู้ประกอบธุรกิจอู่ซ่อมเครื่องยนต์รถยนต์ประเภทบุคคลธรรมดา ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
1.2 ประเภทนิติบุคคล บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล – ผู้ประกอบการธุรกิจต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
2.กฎหมายและระเบียบเฉพาะธุรกิจ ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ธุรกิจที่มีการต่อ ประกอบ ซ่อมเครื่องยนต์ รถยนต์ การพ่นสี การปะ เชื่อม ยางรถยนต์ และการสะสมน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ต้องขออนุญาตประกอบกิจการก่อนดำเนินการ
3.การปิดป้ายแสดงราคาค่าบริการในอู่ซ่อมรถ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกประกาศกำหนดให้ธุรกิจบริการซ่อมรถ ต้องปิดป้ายแสดงราคาค่าบริการให้เห็นชัดเจนในที่เปิดเผย ณ สถานที่ตั้ง การฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้ยังมีกฎและระเบียบด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม สวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานที่ต้องถือปฏิบัติ
4.การบริหาร โครงสร้างองค์กร ประกอบด้วยงานหลักดังนี้ ด้านการบริหาร ด้านการเงิน จัดซื้อ บัญชี บุคคล ธุรการ ต้อนรับลูกค้า และบริหารงานทั่วไป และด้านการให้บริการมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการให้ข้อแนะนำลูกค้า ตรวจเช็ค และซ่อมรถยนต์
จากที่ยกตัวอย่างมาเป็นแค่เบื้องต้นเท่านั้นยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่เจ้าของกิจการจำเป็นต้องรู้ และสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจนั่นคือ การตลาด และการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะกิจการที่เปิดใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ที่ต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์ให้มาก จนกว่าจะมีลูกค้ามากพอ แล้วค่อยลดการโฆษณาลงเพื่อประหยัดงบในภายหลัง เช่น การแจกใบปลิวการติดป้ายโฆษณา การทำโฆษณาวิทยุชุมชน และการทำเว็บไซต์ที่มีความน่าสนใจ ทำให้เป็นที่รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว